ดาบิด ซิลบา อดีตสตาร์แมนฯ ซิตี้ หวนกลับมาเล่นฟุตบอลในวัย 40 ปี โดยเซ็นร่วมทีมชาติน ในลีกฮ่องกง หลังห่างสนามไปนานกว่า 2 ปี
ดาบิด ซิลบา กลายเป็นประเด็นใหญ่ในวงการฟุตบอลเอเชียอีกครั้ง หลังอดีตเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติสเปนตัดสินใจกลับมาค้าแข้งในวัย 40 ปี ด้วยการเซ็นสัญญาเข้าร่วมทีมชาติน หรือ Sha Tin ในศึกฮ่องกง พรีเมียร์ลีก ถือเป็นการหวนคืนสังเวียนหลังห่างเกมไปมากกว่าสองปี และสร้างความฮือฮาให้แฟนบอลทั่วโลกทันที
เส้นทางตำนานที่ยังถูกพูดถึงไม่จบ
ซิลบาถูกจดจำในฐานะมิดฟิลด์ระดับอัจฉริยะที่ผ่านทั้งความสำเร็จระดับทีมชาติและสโมสร เขาเป็นหนึ่งในขุนพลชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 2010 ของสเปน และยังคว้าแชมป์ยูโรกับทัพกระทิงดุได้อีก 2 สมัย ก่อนสร้างชื่ออย่างยิ่งใหญ่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตลอด 10 ปีในถิ่นเอติฮัด สเตเดียม
ช่วงเวลาที่ค้าแข้งกับเรือใบสีฟ้า เขากวาดแชมป์พรีเมียร์ลีก 4 สมัย และคว้าถ้วยรางวัลรวม 11 รายการ จนได้รับการยกย่องถึงขั้นมีรูปปั้นตั้งอยู่หน้าสนามแข่งเพื่อเชิดชูสถานะตำนานของสโมสร แม้ในช่วงแชมป์พรีเมียร์ลีก 3 สมัยแรกของเขา แมนฯ ซิตี้ จะอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์คดีละเมิดกฎการเงินของลีกก็ตาม
กลับมาอีกครั้งหลังเจ็บหนักและแขวนสตั๊ดไปแล้ว
ก่อนหน้านี้ ซิลบาต้องยุติเส้นทางนักเตะไปในปี 2023 หลังได้รับบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าเข่าฉีกขาดระหว่างฝึกซ้อมช่วงปรีซีซั่นกับเรอัล โซเซียดาด อาการดังกล่าวทำให้เขาจำใจประกาศแขวนสตั๊ด แต่ล่าสุดเจ้าตัวเปลี่ยนใจกลับมาท้าทายตัวเองอีกครั้งในเอเชีย
เจ้าตัวเปิดใจผ่านคลิปวิดีโอในอินสตาแกรมส่วนตัวว่าเขาตื่นเต้นมากที่จะได้เดินทางไปฮ่องกง เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น ลิ้มรสอาหารขึ้นชื่อของย่านชาติน และที่สำคัญคือการได้กลับไปลงเล่นฟุตบอลในลีกฮ่องกงอีกครั้ง
ชาตินได้ของใหญ่ ลุ้นประเดิมช่วยทีมไต่ตาราง
ด้านสโมสรชาตินออกแถลงการณ์ต้อนรับอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่าซิลบากำลังจะเดินทางถึงฮ่องกงในเร็วๆ นี้ เพื่อปรับตัวกับสภาพแวดล้อม ซ้อมร่วมกับเพื่อนร่วมทีม และเร่งเรียกความฟิตให้พร้อมที่สุดก่อนลงสนามจริง
สถานการณ์ของชาตินในลีกก็ยังน่าจับตา เพราะทีมรั้งอันดับ 8 ของตารางหลังผ่านไป 4 นัด และมีโปรแกรมนัดถัดไปพบกับฮ่องกง ฟุตบอล คลับ ในวันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม การมาของซิลบาจึงถูกมองว่าจะช่วยเพิ่มทั้งประสบการณ์และความน่าสนใจให้กับทีมในช่วงต่อจากนี้
จากตำนานแมนฯ ซิตี้ สู่บทใหม่ในฮ่องกง นี่คือการกลับมาที่แฟนบอลต้องจับตาว่าซิลบาจะปรับตัวและสร้างอิทธิพลให้ชาตินได้มากแค่ไหนในเส้นทางบทใหม่บนเอเชีย
ที่มา: สยามสปอร์ต