สวอนซี ซิตี้ ขึ้นนำแชมเปียนชิพหลังผ่าน 10 นัดแรก โดยมี วิตอร์ มาตอส เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนทีมจากหนีตายสู่จ่าฝูง
สวอนซี จ่าฝูงแชมเปียนชิพ กลายเป็นภาพที่แทบไม่มีใครคาดคิด หากย้อนกลับไปดูสถานการณ์ของทีมเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่ยังถูกพูดถึงในมุมหนีตกชั้น แต่ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปี “หงส์ขาว” ก็พลิกขึ้นมานั่งหัวตารางของศึกแชมเปียนชิพ อังกฤษ หลังผ่าน 10 นัดแรกของฤดูกาล ภายใต้การคุมทีมของ วิตอร์ มาตอส
การดึงกุนซือชาวโปรตุกีสวัย 38 ปีเข้ามาถือเป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงไม่น้อยในเวลานั้น เพราะมาตอสเคยคุมทีมชุดใหญ่เต็มตัวเพียง 12 นัดกับมาริติโม ในลีกระดับสองของโปรตุเกสเท่านั้น แต่เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวคือเส้นทางการทำงานด้านโค้ชยาวนานถึง 23 ปี ผ่านหลายประเทศ หลายบทบาท และหลายแนวคิดฟุตบอลที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นหนึ่งในโค้ชดาวรุ่งที่น่าจับตา
อิทธิพลจากลิเวอร์พูลที่กลายเป็นโครงสร้างหลักของทีม
ชื่อของลิเวอร์พูลและเจอร์เกน คล็อปป์มีบทบาทชัดเจนในแนวคิดของมาตอส เพราะเขาใช้เวลาถึง 5 ปีเต็มในตำแหน่ง Elite Development Coach กับหงส์แดง ก่อนย้ายไปเป็นผู้ช่วยของ เป๊ป ไลน์เดอร์ส ที่เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้แนวทางของเขาเน้นการเพรสซิ่ง การไล่บีบสูง และความดุดันเป็นพิเศษ
มาตอสอธิบายว่าลิเวอร์พูลมีอิทธิพลต่อเขาอย่างมากในเรื่องการเล่นเพรสซิ่งและการสร้างทีมให้เติบโตจากพลังงานในเกมรับ โดยเขาเชื่อว่าสไตล์นี้คือฟุตบอลที่ตัวเองมองเห็น และต้องการให้เป็นรากฐานของสวอนซี อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ยึดติดกับแบบแผนเดียว เพราะยังซึมซับระบบ Positional Play จากเอฟซี ปอร์โต้ รวมถึงประสบการณ์ในลีกจีนกับ ชานตง ไท่ซาน เข้ามาผสมด้วย
นั่นทำให้สวอนซีในยุคของมาตอสไม่ใช่ทีมที่เดินตามใครแบบตรงตัว แต่เป็นทีมที่ดึงหลายศาสตร์ฟุตบอลมารวมกัน ทั้งแรงกดดันจากเกมรับ การยืนตำแหน่งอย่างมีแบบแผน และการเคลื่อนที่อย่างมีเป้าหมาย เพื่อสร้างทีมที่มีทั้งวินัยและความยืดหยุ่นในเวลาเดียวกัน
คืนความมั่นใจ ก่อนเปลี่ยนสวอนซีให้กล้าบุกและกล้าเสี่ยง
เมื่อมาตอสเข้ามารับช่วงต่อจาก อลัน ชีฮาน สิ่งแรกที่เขาทำไม่ใช่การยัดแท็กติกซับซ้อนให้ทีมทันที แต่เป็นการรีเซ็ตสภาพจิตใจของนักเตะเสียก่อน เขามองว่าการสร้างความมั่นใจคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง และทีมต้องมีความรู้สึกว่ากำลังก้าวไปข้างหน้า
แนวทางดังกล่าวสะท้อนออกมาผ่านการเล่นที่ดุดันขึ้นเมื่อไม่มีบอล การพยายามแย่งบอลกลับมาในแดนบน และการเข้าปะทะที่ช่วยปลุกบรรยากาศในกลุ่มนักเตะ ขณะเดียวกันเขายังยกเลิกการสลับใช้ระบบหลัง 5 กับหลัง 4 แบบเดิม แล้วหันมายึด 4-3-3 เป็นโครงสร้างหลัก เพื่อให้ทีมมีความสม่ำเสมอและพร้อม “กล้าที่จะเสี่ยง” ในการกดดันคู่แข่ง
อีกหนึ่งจุดที่ช่วยให้สวอนซีดูอันตรายขึ้น คือแนวคิดแบบ Overload หรือการสร้างความได้เปรียบด้วยจำนวนผู้เล่นในพื้นที่แคบ มาตอสอธิบายว่าบางช่วงทีมจะต่อบอลในแดนตัวเองหรือกึ่งกลางสนามหลายจังหวะเพื่อดึงคู่แข่งให้เข้ามาบีบ ก่อนจะเร่งจังหวะพุ่งไปข้างหน้าพร้อมกันทันที วิธีนี้กลายเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้ทีมสร้างโอกาสได้มากขึ้นในฤดูกาลนี้
ฟูลแบ็ก เครื่องมือสำคัญ และการบริหารคนแบบโค้ชยุคใหม่
นอกจากเกมเพรสซิ่งและการยืนตำแหน่งแล้ว สวอนซียังใช้ฟูลแบ็กสองฝั่งเป็นหมากสำคัญในการรบ ไม่ว่าจะเป็นการดันเข้ากลางแบบ Inverted Full-back หรือการเติมสูงเพื่อกดดันแนวรับคู่แข่ง มาตอสชี้ว่าตำแหน่งฟูลแบ็กเป็นจุดที่ระบบรับแบบคุมพื้นที่รับมือได้ยาก และเมื่อคู่แข่งต้องขยับออกมาบีบ พื้นที่ในแนวรับก็จะเริ่มปั่นป่วน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างไม่ได้มีแค่แท็กติก มาตอสให้ความสำคัญกับการบริหารคนอย่างมาก โดยย้ำว่าหน้าที่ของโค้ชคือการทำให้ทุกคนมีคุณค่าและเป็นตัวของตัวเอง เขายังยกให้ช่วงเวลาภายใต้การทำงานกับคล็อปป์เป็นต้นแบบสำคัญในเรื่องภาวะผู้นำ วิธีดูแลสโมสร และการดูแลนักเตะ
“ลิเวอร์พูลมีอิทธิพลต่อผมอย่างมากในเรื่องเคาน์เตอร์เพรสซิ่ง” มาตอสกล่าว พร้อมอธิบายว่าสไตล์ที่เขาใช้กับสวอนซีเกิดจากความเชื่อในไอเดียของตัวเอง
เขายังมองลึกถึงความแตกต่างของนักเตะที่มาจากหลายประเทศและมีเส้นทางชีวิตไม่เหมือนกัน ตั้งแต่โปรตุเกส อาร์เจนตินา บราซิล เยอรมนี ไปจนถึงสหราชอาณาจักร ซึ่งทำให้การเข้าใจผู้เล่นแต่ละคนเป็นเรื่องสำคัญพอๆ กับแท็กติกในสนาม
อย่างไรก็ดี เส้นทางของสวอนซีในแชมเปียนชิพยังเพิ่งเริ่มต้น แม้ตอนนี้ทีมจะขึ้นมานั่งจ่าฝูง แต่บททดสอบที่แท้จริงยังรออยู่ข้างหน้า แฟนบอล “หงส์ขาว” จึงต้องติดตามต่อว่ามาตอสจะรักษาโมเมนตัมนี้ และพาทีมเดินหน้าลุ้นเป้าหมายกลับสู่พรีเมียร์ลีกได้ไกลแค่ไหน
ที่มา: สยามสปอร์ต