เวียร์ตซ์โชว์บทบาทสำคัญในเกมที่ลิเวอร์พูลบุกชนะเบรนท์ฟอร์ด 2-1 โดยอิราโอล่าชื่นชมว่าเป็นคนที่ช่วยหาช่องเจาะแนวรับที่เล่นรัดกุมได้ดี
เวียร์ตซ์ ลิเวอร์พูล กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างมากหลังฟอร์มเด่นในเกมที่ลิเวอร์พูลบุกชนะเบรนท์ฟอร์ด 2-1 ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยอันโดนี่ อิราโอล่าออกปากชื่นชมว่าจอมทัพชาวเยอรมันเป็นคนสำคัญในการช่วยทีมเจาะแนวรับคู่แข่งที่เล่นกันอย่างรัดกุม
เกมนี้เวียร์ตซ์ออกสตาร์ตได้ไม่โดดเด่นนัก แต่ยิ่งเล่นยิ่งยกระดับผลงานของตัวเองขึ้นมา จนกลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนของเกม เพราะเจ้าตัวสร้างโอกาสจากจังหวะโอเพ่นเพลย์ได้ถึง 9 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดของนักเตะในเกมพรีเมียร์ลีก 1 นัด นับตั้งแต่ซาดิโอ มาเน่ เคยทำได้ในเกมที่หงส์แดงพบเบิร์นลี่ย์ เมื่อเดือนมกราคม ปี 2021
เวียร์ตซ์ ลิเวอร์พูล กับบทบาทสำคัญในการหาช่อง
อิราโอล่ามองว่าลิเวอร์พูลต้องการผู้เล่นที่สามารถหาพื้นที่ว่างเพื่อเล่นงานแนวรับของเบรนท์ฟอร์ดได้ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังที่พื้นที่เล่นมีจำกัดมาก และเวียร์ตซ์คือคนที่ตอบโจทย์ในจุดนี้ได้อย่างชัดเจน
นายใหญ่รายนี้อธิบายว่าเบรนท์ฟอร์ดป้องกันพื้นที่หน้าปากประตูได้ดีมาก ทำให้คู่แข่งต้องใช้ความละเอียดในการหาช่องเจาะเข้าไป และเมื่อเกมอัดแน่นไปด้วยผู้เล่นแนวรับแบบนี้ ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องมีนักเตะที่สร้างความแตกต่างได้จากจังหวะเล็ก ๆ น้อย ๆ
“โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลัง คุณจำเป็นต้องมีผู้เล่นแบบนั้นอยู่ในสนาม”
“ผมคิดว่าคุณจำเป็นต้องมีผู้เล่นอย่าง ฟลอ, ริโอ และ บิคตอร์ ซึ่งทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในการดวลกับแบ็กขวา และสามารถสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้”
คำพูดของอิราโอล่าชี้ให้เห็นชัดว่า เวียร์ตซ์ไม่ได้มีบทบาทแค่การพาบอลหรือสร้างสรรค์เกมเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ทีมมีทางเลือกมากขึ้นเมื่อต้องเจอกับคู่แข่งที่ตั้งรับแน่นและปิดพื้นที่หน้าเขตโทษอย่างมีวินัย
แอสซิสต์สำคัญก่อนลิเวอร์พูลพลิกชนะ
นอกจากสร้างโอกาสได้ต่อเนื่อง เวียร์ตซ์ยังจ่ายบอลให้บิคตอร์ มูนญอซยิงประตูตีเสมอ 1-1 ก่อนที่อเล็กซานเดอร์ อิซัคจะยิงประตู 2-1 ให้ลิเวอร์พูลแซงกลับมาคว้าสามคะแนนสำคัญได้สำเร็จ
ชัยชนะนัดนี้จึงไม่ใช่แค่การเก็บแต้มกลับบ้าน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของผู้เล่นที่สามารถเจาะแนวรับลึก ๆ ได้จากคุณภาพเฉพาะตัว โดยเฉพาะในเกมที่คู่แข่งเล่นรัดกุมและเปิดพื้นที่ให้โจมตียาก
สำหรับลิเวอร์พูล เกมนี้ตอกย้ำว่าการมีนักเตะแบบเวียร์ตซ์อยู่ในทีมสามารถสร้างความแตกต่างได้จริง และสิ่งที่ต้องติดตามต่อคือเขาจะรักษามาตรฐานการเล่นในระดับนี้ต่อไปได้มากแค่ไหนในโปรแกรมถัดไปของพรีเมียร์ลีก
ที่มา: สยามสปอร์ต