คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ประกาศอำลาทีมชาติโปรตุเกสอย่างเป็นทางการ ปิดฉาก 23 ปีที่เต็มไปด้วยสถิติระดับตำนาน แต่ทิ้งท้ายด้วยรสชาติขมขื่นจากปัญหากับกุนซือ
โรนัลโด้ อำลาโปรตุเกส กลายเป็นข่าวใหญ่ของวงการฟุตบอลอีกครั้ง เมื่อ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ประกาศรีไทร์จากการรับใช้ชาติอย่างเป็นทางการในวัย 41 ปี ปิดฉากเส้นทาง 23 ปีกับทีมชาติโปรตุเกสที่เต็มไปด้วยผลงานระดับตำนาน แต่กลับจบลงด้วยบรรยากาศไม่สวยงามจากประเด็นขัดแย้งภายในแคมป์
โรนัลโด้ทิ้งสถิติเอาไว้ในสีเสื้อทีมชาติอย่างน่าทึ่ง โดยลงเล่นไป 234 นัด ยิง 146 ประตู และคว้า 3 โทรฟี่ตลอดการรับใช้ชาติ ขณะที่เกมสุดท้ายของเขาในชุด “ฝอยทอง” เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ในเกมที่พบกับเวลส์ ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดปิดตำนานที่ไม่ได้จบด้วยภาพอำลาแบบงดงามนัก
รอยร้าวกับกุนซือและบทสรุปที่ไม่ราบรื่น
ต้นตอของความตึงเครียดเริ่มจากความไม่พอใจเรื่องบทบาทและโอกาสลงเล่นกับ ฆอร์เก้ เชซุส กุนซือทีมชาติโปรตุเกสคนปัจจุบัน ก่อนที่โรนัลโด้จะตัดสินใจออกจากแคมป์ฝึกซ้อมโดยไม่ได้รับอนุญาต เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่โทษปรับเงิน 255 ยูโร พร้อมพักงาน 30 วัน ซึ่งเจ้าตัวชดใช้ครบเรียบร้อยแล้ว
แม้สหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกสจะออกแถลงการณ์ขอบคุณและยกย่องเขาในฐานะ “ทูตฟุตบอลระดับโลก” รวมถึงแรงบันดาลใจของผู้คนนับล้าน แต่ภาพจำในช่วงท้ายกลับหนีไม่พ้นความกระอักกระอ่วน และทำให้การจากลาครั้งนี้ไม่เป็นไปอย่างที่แฟนบอลหลายคนหวัง
เชซุสยืนยันว่าประตูทีมชาติยังเปิดอยู่ และการกลับมาหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของโรนัลโด้เอง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนคือดาวเตะรายนี้ไม่ได้อยู่ในสถานะนักเตะที่แตะต้องไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่สะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของเขาในทีมชาติได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
จากเด็กหนุ่มในแคมป์สู่คนเปลี่ยนประวัติศาสตร์
เส้นทางของโรนัลโด้กับทีมชาติโปรตุเกสไม่ได้มีเพียงความสำเร็จ แต่ยังเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่หล่อหลอมเขาให้กลายเป็นผู้นำของทีม ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นที่เป็นวัยรุ่นซึ่งมีบุคลิกโดดเด่นและทำให้ผู้ใหญ่หลายคนในแคมป์ต้องหาวิธีรับมือ ไปจนถึงวันที่ต้องเผชิญความผิดหวังใหญ่ในศึกยูโร 2004 ซึ่งโปรตุเกสแพ้กรีซในรอบชิงชนะเลิศต่อหน้าแฟนบอลเจ้าภาพ
อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2005 ก่อนเกมคัดบอลโลกที่รัสเซีย เมื่อเขาได้รับข่าวการเสียชีวิตของพ่อ และเลือกขอลงสนามต่อ ทั้งยังใช้เวลาสงบสติอารมณ์ในห้องแต่งตัวก่อนแข่งขัน เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนความผูกพันของเขากับทีมชาติอย่างลึกซึ้ง จนเคยมีการเรียกกุนซือบางคนว่าเป็นเสมือน “พ่อ” ของเขาในช่วงเวลานั้น
เมื่อเวลาผ่านไป โรนัลโด้ค่อยๆ เปลี่ยนจากดาวรุ่งที่ต้องเรียนรู้ ก้าวสู่ผู้เล่นที่เป็นศูนย์กลางของโปรตุเกสอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในยุคของ แฟร์นานโด ซานโตส ที่เขายอมรับบทบาทใหม่และกลายเป็นผู้นำห้องแต่งตัว ก่อนจะมีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์เมเจอร์แรกในประวัติศาสตร์ชาติจากยูโร 2016
ตำนานที่พาโปรตุเกสเปลี่ยนสถานะ
โรนัลโด้ไม่ได้เพียงช่วยให้โปรตุเกสมีถ้วยแชมป์ แต่ยังเปลี่ยนวิธีที่ทีมชาติถูกมองไปตลอดกาล จากทีมที่เคยถูกมองว่าเต็มไปด้วยพรสวรรค์แต่ไปไม่สุดทาง กลายเป็นทีมที่ลงแข่งขันด้วยความคาดหวังว่าจะต้องเป็นแชมป์ เขาพาทีมคว้า ยูโร 2016, ยูฟ่า เนชันส์ ลีก 2019 และยังได้แชมป์ เนชันส์ ลีก อีกครั้งในปี 2025
ในยุคของ โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ เขายังทำผลงานได้โดดเด่นด้วยการยิง 28 ประตูจาก 37 นัด และยังคงเป็นผู้เล่นที่ทำประตูในนามทีมชาติมากที่สุด รวมถึงสวมเสื้อทีมชาติโปรตุเกสมากที่สุดเช่นกัน จึงไม่น่าแปลกที่สหพันธ์ฟุตบอลโปรตุเกสเตรียมจัดงานอำลาและแมตช์ให้เกียรติเป็นพิเศษให้กับเขา
แม้ตอนจบจะเต็มไปด้วยความขมขื่น แต่ผลงานตลอด 23 ปีของโรนัลโด้ได้ทิ้งรอยประทับเอาไว้ชัดเจนว่า เขาไม่เพียงเป็นนักเตะคนสำคัญของโปรตุเกส หากยังเป็นคนที่พาฟุตบอลโปรตุเกสไปอยู่ในจุดที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน และเรื่องราวหลังจากนี้ยังต้องติดตามว่าโปรตุเกสจะจัดการอำลาตำนานรายนี้อย่างไรต่อไป
ที่มา: สยามสปอร์ต